Booking.com

วันพุธที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่



วัดเจดีย์หลวง นั้นดังที่เราได้ทราบกันไว้ว่า มีทั้งในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายแต่ความเป็นมานั้นแตกต่างกันคือสร้างคนละสมัยกัน ที่อำเภอเชียงแสนนั้นสร้างในสมัยพระเจ้าคำฟู แต่ที่เชียงใหม่นั้นอาจจะสร้างในสมัยแผ่นดินพระเจ้าผายู หรือแผ่นดินพระเจ้าแสนเมืองมา แล้วได้ปฏิสังขรณ์ใหม่ในแผ่นดินของพระเจ้าติโลกราชอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาในแผ่นดินพระเมืองแก้ว และสุดท้ายมาพังถล่มทลายลงเพราะแผ่นดินไหวในสมัยของพระนางจีรประภา ซึ่งจะได้กล่าวดังต่อไปนี้


จากหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ ตอนพระสุมนเถระได้พระธาตุนั้นกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า พระเจ้าคำฟูโปรดให้สร้างเมืองเชียงแสน ต่อมาอีก ๔ ปี ทรงสร้างมหาวิหารขึ้นในทางกลางเมืองเชียงแสน และมหาวิหารนี้ได้กล่าวถึง
พงศาวดารโยนก ว่า คือวัดเจดีย์หลวงแห่งเมืองเชียงแสนนั่นเอง ต่อเมื่อพระเจ้าคำฟูสิ้นพระชนม์ พระเจ้าผายูราชโอรสขึ้นครองราชสมบัติแทน และโปรดให้สร้างเจดีย์หลวงท่ามกลางนครนั้น สูง ๗๖ ศอก กว้าง ๔๘ ศอก 



แต่มีข้อความอีกตอนหนึ่งกล่าวถึงสมัยพระเจ้าแสนเมืองมาว่า
พระเจ้าแสนเมืองมาพระชนมายุได้ ๓๙ ปี ครองราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่ได้ ๑๖ ปี พระองค์ทรงเริ่มสร้างเจดีย์หลวงกลางเมืองเชียงใหม่ เมื่อเจดีย์หลวงยังไม่สำเร็จพระองค์ก็สวรรคต พระราชินีผู้เป็นอัครมเหสีของพระองค์ได้โปรดให้ทำ ยอดพระธาตุเจีดีย์หลวงขึ้นจนเสร็จ”  


ตำนานโยนก ก็ปรากฏข้อความตอนหนึ่งว่า
“ ณ ที่อันจะก่อเจดีย์ยังท่ามกลางเวียง แล้วให้ก่อรากพระเจดีย์นั้นมิทันสำเร็จ พอพระเจ้าแสนเมืองมาทรงพระประชวนเสด็จสวรรคต พระชนม์มายุได้ ๓๘ พรรษาอยู่ในราชสมบัติได้ ๒๕ พรรษา


มีการค้านกันเองในชินกาลมาลีปกรณ์ ดังตอนหนึ่งว่า  เมื่อพระเจ้ากือนาสวรรคตแล้วพระเจ้าแสนเมืองมาครองราชสมบัติแทน พระเจ้าพรหมซึ่งเป็นพระเจ้าอายกทัพมายึดเอาเมืองหริภุญชัย พระเจ้าแสนเมืองมายกกองทัพขับสู้รบ จับพระเจ้าพรหมได้แล้วยกให้
“อัญเชิญพระสิงหลปฏิมาจากเชียงราย มาประดิษฐานในคูหาที่พระบิดาโปรดให้สร้างไว้ที่เจดีย์หลวงภายในเมืองเชียงใหม่แล้ว ทรงสักการบูชาโดยเคารพ” แสดงว่าเจดีย์หลวงได้สร้างไว้ก่อนที่พระเจ้าแสนเมืองมาจะเสด็จขึ้นครองราชย์


การสร้างพระเจดีย์หลวงก็ยืดเยื้อต่อมาอีก สามรัชกาล สร้างสำเร็จใหญ่โตขึ้นในสมัยพระเจ้าติโลกราช ดังตำนานโยนกกล่าวไว้ว่า “ ครั้นพระเจ้าแสนเมืองมาสวรรคตแล้ว พระเจ้าสามฟั่งแกนพระชนมายุได้ ๑๓ พรรษา ได้รับราชสมบัติราชาภิเษกเป็นพระมหาราชพระนครพิงค์เชียงใหม่สืบสนององค์พระราชบิดา ศก จุลศักราช ๗๗๓ เดือนแปดเพ็ญ วันพุธ พระองค์จึงสถาปนาพรารดาไว้ที่สมเด็จพระชนนีพันปีหลวง คือพระมหาเทวีทรงนามว่า ติโลกุจกราชเทวี แล้วให้สร้างพระอาราม ณ ตำบลฝั่งแกนที่พระราชสมภพนั้นสำเร็จบริบูรณ์ แล้วขนานพระนามว่า "วัดพึง"  ส่วนพระมหาเทวีราชชนนีนั้น ตั้งตำหนักอยู่ตำบลสวนแร ภายนอกเวียง เสด็จมาดูการก่อพระเจดีย์ที่พระเจ้าแสนเมืองมาสร้างค้างไว้นั้นทุกวัน จึงให้เจาะกำแพงเวียงทำประตูเข้าออก ณ ที่ใกล้ตำหนักสวนแรนั้น ดังนั้นจึงปรากฏนามว่าประตูสวนแรสืบมาจนทุกวันนี้ ครั้งพระเจดีย์นั้นสำเร็จแล้ว ได้ชื่อว่า"เจดีย์กู่หลวง" พระเจดีย์องค์นี้เมื่อสืบมาถึงพระเจ้าติลกราช ให้หมื่นด้ามพร้าคดปฏิสังขรณ์ ศิลาแลงมาเริ่มก่อเสริมฐานกว้าง ๒๗ สูง ๔๑ วา สำเร็จบริบูรณ์ในวันพฤหัสบดีแรมสิบค่ำเดือนอ้าย จุลศักราช ๓๐๐ ปีกุน จึงได้ชื่อว่า "พระเจดีย์หลวง" มาจนถึงทุกวันนี้


ตำนานได้เขียนไว้อีกว่า บริเวณวัดเจดีย์หลวงเดิมนั้น เรียกว่า “โชติการามวิหาร” เป็นวัดที่เริ่มสร้างใน พ.ศ.  ๑๙๕๙ ขณะแรกสร้างมีความสูงเพียง ๑๒ วาเท่านั้นยังไม่สำเร็จ ในสมัยพระเจ้าสามฝั่งแกนซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้าแสนเมืองมาทรงไม่สนพระทัยศรัทธาเท่าไรนัก  จนต่อมาถึงแผ่นดิน "พระเจ้าติโลกราช หรือ พิลกราช" จึงได้มีการปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ครั้งใหญ่ ด้วยการขุดรอบพระเจดีย์หลวง กว้าง ๑๐ ศอก ลึกราวศรีษะคน เพื่อทำรากเจดีย์บรรจุแผ่นศิลาปิดทองคำเปลวและสิ่งของมีค่าของชาวเมือง  เมื่อสร้างเสร็จแล้วสูง ๙๒ ศอก กว้างยาวละ ๕๒ ศอก เป็นเหลี่ยม  และทรงหุ้มพระเจดีย์หลวงด้วยแผ่นทองแดงอันอาบด้วยน้ำตะโกทอง น้ำยาที่มีส่วนผสมระหว่างรัก น้ำมันยาง และหอระดาลหรือลงสีเหลืองเพื่อกันสนิม หุ้มตั้งแต่ฐานจนถึงยอดแล้วปิดทองคำเปลวอีกชั้นหนึ่ง มาถึง พ.ศ. ๒๐๒๐ ก็ได้โปรดให้สร้างมหาวิหารในพระอารามนั้น  มหาวิหารประดิษฐานพระประธานองค์หนึ่ง เป็นพระพุทธรูปยืนสูง ๑๘ ศอก เรียกว่า "พระอัฏฐารส" สร้างในสมัยพระเจ้าสามฝั่งแกนและมีเรื่องราวปาฏิหารว่า
       พระเถระรูปหนึ่งอุ้มเอาเบ้าหลอมทองขึ้นทูนศรีษะแล้ว เทลงไปในช่องเททองหลอม องค์พระได้โดยไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด ทั้งๆที่ทองกำลังเดือดพล่าน ครั้งต่อมาอีก ปี พ.ศ. ๒๐๒๒ พระเจ้าติโลกราชสีหอำมาตย์เป็นแม่กองก่อเสริมพระเจดีย์หลวง เรียกว่า ราชกูฏ อีกครั้ง โดยเอาแบบรัตนมาลีเจดีย์ในลังกาผสมแบบพุทธคยาในอินเดีย สีหะอำมาตย์ เรียกว่า "หมื่นด้ามพร้าคด" ซึ่งเป็นนายช่างเอกคู่พระทัยของพระเจ้าติโลกราช และพอสร้างเสร็จมีความสูง ๔๕ วา ฐานกว้าง ๓๕ วา เป็นศรีสง่าแก่บ้านเมืองยิ่งนัก แล้วอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่ "พระเถระธัมคัมภีร์" นำมาจากลังกาทวีปมาประดิษฐานไว้ จนได้เกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง จากนั้นได้โปรดให้อัญเชิญ "พระแก้วมรกต" ซึ่งเรียกว่า "พระรัตนปฏิมา" มาจากเขลางค์นคร (ลำปาง) มาประดิษฐานไว้ตรงซุ้มด้านทิศตะวันออก และยังคงปรากฏซุ้มซึ่งก่ออิฐปิดไว้เหลื่อช่องแคบๆ ภายในยังมีฐานพระปรากฏอยู่
       ครั้นมาถึงสมัยพระนาง "มหาเทวีจีรประภา" ราชธิดาของพระเมืองเกษเกล้าได้เป็นกษัตริย์เชียงใหม่ อยู่มาครั้งนั้นมีพายุฟ้าคะนองหนัก ขณะนั้นเจ้าฟ้าเมืองย่องห้อยยกกองทัพมา ตอนจวนค่ำเกิดแผ่นดินไหว ยอดเจดีย์หลวงพังทลายลงมา และยอดพระเจดีย์อื่นๆด้วย ตรงกับ แรม ๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ปี พ.ศ. ๒๐๘๘

เรียบเรียงเพื่อการเผยแพร่ข้อมูลอ้างอิงพงศาวดารล้านนาตอบแทนคุณแผ่นดินเกิด 
ไม่สงวนลิขสิทธิ์  (อัพเดทข้อมูลและรูปภาพอย่างต่อเนื่อง)

ken@dventure

ณัฆชาญ ศักดิเมฆากุล

          31/05/2018


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น